เริ่มฟังธรรมศึกษาพระธรรม ได้เริ่มเข้าใจธรรม เริ่มเห็นประโยชน์ของการเกิดมาในชาตินี้ซึ่งเป็นมนุษย์มีโอกาสที่จะได้ฟังสิ่งซึ่งยากที่จะได้ฟัง เพราะถ้าไม่สนใจที่จะศึกษาที่จะเข้าใจ พระธรรมคำสอนก็อยู่ในตำรา ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่โอกาสกับผู้นั้น
ต้องมีปัญญาจึงละได้
พระธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง ด้วยเหตุและผลตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ แม้แต่เรื่องของกิเลสที่เกิดขึ้น และหนทางละกิเลสที่เกิดขึ้น ซึ่งอริยสัจจะ ลึกซึ้ง เข้าได้ยาก ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจความจริงว่า โลภะ คือ สภาพธรรมที่ติดข้องนั้น เป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น เพราะสะสมเชื้อของกิเลสที่ซ่อนลึกไว้ในจิตใจ สะสมมามากมายนับหาประมาณไม่ได้ เปรียบเหมือนของหมักดองที่หมักไว้นาน จนไหลออกมาอย่างง่ายดายเมื่อมีเหตุจะเกิดขึ้น ดังนั้นในความเป็นจริงของปุถุชน เมื่อได้พบกับอารมณ์ที่น่าพอใจ น่าปรารถนา กิเลสคือโลภะเกิดแล้ว อย่างรวดเร็วและชำนาญเพราะสะสมมานานนั่นเอง ใครทำให้เกิด แม้ไม่อยากให้เกิดก็ต้องเกิด เพราะโลภะเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เหตุปัจจัยพร้อมก็เกิดขึ้น
โลภะจึงเป็นสภาพธรรมที่ติดข้องได้ทุกอย่าง เว้นเพียงโลกุตตรธรรม ๙ เท่านั้นที่โลภะไม่ติดข้อง ขณะนี้มีโลภะเกิดโดยไม่รู้ตัว เพียงเห็นเฉยๆ กิเลสคือโลภะก็เกิดแล้ว นี่แสดงถึงความละเอียดของโลภะ และความมีกำลังของโลภะโดยไม่รู้ตัว แต่ที่เราเห็นว่ามีโลภะเกิด ก็เพราะโลภะมีกำลังมากแล้วนั่นเอง
ดังนั้นรูปทุกรูป ไม่ใช่เพียงรูปที่น่าพอใจ มีรูปของเพศตรงข้ามเท่านั้น ติดข้องหมด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า เราไม่เห็นรูปอะไรเลยที่จะน่าพอใจของบุรุษเท่ารูปสตรี รูปสตรีย่อมเป็นที่น่าปรารถนาติดข้องบุรุษ ดังนั้นขณะนี้กิเลสเกิดแล้ว ความชอบเกิดและก็ดับไปแล้ว และก็เกิดอีกในขณะนี้ และโลภะที่ติดในรส ในการทานอาหาร ในชีวิตประจำวัน ในเรื่องอื่นๆ เกิดแล้วจะละได้อย่างไร
พระธรรมจึงไม่ใช่เรื่องที่จะให้ทำ แต่เรื่องของความเข้าใจ คือถ้ามีปัญญามีความเข้าใจถูก ไม่ต้องบอกให้ทำ หรือจะทำเลย ธรรมคือปัญญาจะทำหน้าที่เอง เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่ละได้ยาก เพราะเป็นเรื่องของปัญญาเท่านั้นที่จะละได้ และปัญญาเพียงขั้นการฟัง จนถึงวิปัสสนาญาณขั้นสูงก็ยังละกิเลสไม่ได้ แม้พระโสดาบันก็ยังยินดีติดข้อง ในรูปที่สวยน่าปรารถนาเป็นธรรมดา พระอนาคามีเท่านั้นที่จะละกิเลสคือโลภะความยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส ที่น่าปรารถนาได้
จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำแต่ค่อยๆ เข้าใจในสิ่งที่เกิดแล้ว เข้าใจว่าเป็นธรรม เข้าใจว่าธรรมดา เข้าใจว่าอนัตตาด้วย คือบังคับบัญชาไม่ได้ มีเหตุก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดาจริงๆ การเข้าใจอย่างนี้ก็จะเบาเพราะเราจะไม่หาวิธีที่จะไปละไปแก้กิเลส ที่ละที่แก้ไม่ได้ เพราะเหลือวิสัยที่จะต้านทานกิเลสคือโลภะ
จึงเป็นเรื่องของปัญญาอย่างแท้จริงดังนั้นเมื่อไม่มีปัญญา ก็เป็นธรรมดา ที่จะเกิดกิเลส และปัญญายังน้อยอยู่ ก็อยู่ด้วยความเข้าใจตามที่กล่าวมาคือธรรมดาที่จะต้องเกิด และเป็นธรรรมอีกเช่นกัน คือยังละกิเลสไม่ได้เพราะไม่มีปัญญาระดับสูง เข้าใจแบบนี้ก็เบา เบาเพราะไม่ไปจัดการ ไม่หาวิธีที่จะเปลี่ยน ที่จะทำ ที่จะบังคับกิเลส เบาด้วยความเข้าใจว่าเป็นธรรม และทำหน้าที่ คือฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมต่อไป จึงไม่ใช่จะปล่อยให้กิเลสเกิด เกิดแล้วและก็เป็นอย่างนั้นและ ถ้ายังไม่มีปัญญาก็ละไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ สั่งสมปัญญา และทุกอย่างก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยเอง
ถ้าจะกล่าวถึงอุบาย ภาษาบาลีคือ อุปายะ ในทางพุทธศาสนาหมายถึงแนวทาง หรือหนทางแห่งความสำเร็จ ในทางที่เป็นกุศล ไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้นหนทางแห่ง ความสำเร็จนั้นก็คือ การรู้แจ้งด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาถึงจะมีอุบาย เข้าใจความจริงที่เกิดแล้ว ไม่ต้องจัดการ เพราะจะจัดการกับกิเลสเมื่อไหร่ ใจก็เดือดร้อนกับกิเลสที่เกิดขึ้นเมื่อนั้น ก็เป็นกิเลสซ้อนกิเลสเข้าไปอีก
เข้าใจถึงความเป็นจริงที่เป็นธรรมดาของกิเลสที่จะต้องเกิดขึ้น และเข้าใจถึงความเป็นธรรมดาที่ยังละไม่ได้ ด้วยการเข้าใจว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราแม้ขั้นการฟัง แม้กิเลสจะเกิดก็เข้าใจอย่างนี้ ซึ่งความเข้าใจแบบนี้ ย่อมนำไปสู่การดับกิเลสได้ทั้งหมดเพราะเข้าใจถึงความเป็นธรรมว่าเป็นธรรมและเป็นอนัตตา
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง เป็นความจริง เตือนให้ได้เข้าใจความจริงในชีวิตประจำวันทุกประการ เพราะชีวิตประจำวันเป็นธรรม แม้แต่โลภะ ก็เช่นเดียวกัน เป็นอกุศลธรรมประการหนึ่ง เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แล้วแต่ว่าจะเป็นโลภะที่ติดข้องยินดีพอใจในสิ่งที่ตนมี ที่ไม่ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อนโดยการกระทำทุจริต หรือจะเป็นโลภะที่มีกำลังกล้าจนกระทั่งสามารถที่จะล่วงออกมาเป็นทุจริตกรรมประการต่างๆ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความติดข้องในระดับใด ย่อมเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งนั้น เพราะเป็นอกุศลธรรม อกุศลธรรม เป็นโทษ เป็นภัย ไม่นำประโยชน์สุขใดๆ มาให้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะติดข้องในอะไร หรือเกิดกับใคร ก็เป็นโลภะ ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่ใช่เฉพาะเพศตรงข้ามเท่านั้นที่เป็นที่ตั้งของโลภะ อะไรก็ตามที่โลภะติดข้องได้ ย่อมติดข้องได้หมด ซึ่งเมื่อประมวลแล้ว ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวันทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ
บุคคลผู้ที่ฟังพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ก็จะเห็นความลึกซึ้ง เห็นความเหนียวแน่นของความยินดีพอใจ ซึ่งมีในทุกๆ วันทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ความพอใจในทรัพย์ ความพอใจในบุคคล ในวัตถุสิ่งของซึ่งเป็นที่รักนั้น ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ในภพหนึ่ง ๆ ถ้าสามารถที่จะระลึกถอยไปได้ ก็จะเห็นได้ว่าความพอใจในสัตว์บุคคล ในวัตถุสิ่งของซึ่งเป็นที่รัก ในอดีตชาติที่ผ่านๆ มาแล้ว ย่อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โลภะในวันนี้จะมาจากไหน ถ้าไม่เคยได้สะสมโลภะมาเลยในอดีต นี้แหละคือความเหนียวแน่นของอกุศลที่ได้สะสมมาอย่างยาวนานในสังสารวัฏฏ์ โลภะ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่เพิ่มขึ้นจากภพหนึ่ง ชาติหนึ่ง เรื่อยๆ ดังนั้นถ้าไม่เป็นผู้มีการอบรมเจริญปัญญา ดำเนินตามหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเริ่มด้วยความเห็นถูก อันเป็นทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้จริงๆ จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น แล้ว โลภะไม่มีทางที่จะหมดไปได้ โลภะไม่สามารถสิ้นไปได้ด้วยวิธีอื่น โลภะ ไม่สามารถหมดสิ้นได้ด้วยการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความเป็นตัวตน ด้วยการปฏิบัติผิด เพราะถ้าปฏิบัติผิด อกุศลก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่จะหมดไปได้ด้วยการอบรมเจริญปัญญา เพราะเหตุว่า กิเลสทั้งหลายทั้งปวง จะถูกดับได้ด้วยปัญญา เท่านั้น.